mail to Penkae Prajongjai. mail to Penkae Prajongjai.
คอมพิวเตอร์กับงานห้องสมุด
             ห้องสมุดสามารถนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บ ค้นคืน สารนิเทศต่างๆ ได้ เพื่อการปฏิบัติงานและการให้บริการสารนิเทศที่รวดเร็ว สะดวก ถูกต้อง ครบถ้วนตรงกับความต้องการ และประหยัดงบประมาณ กล่าวคือ
           1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
           2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสารนิเทศแก่ผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การค้นคืนสารนิเทศ บริการยืม-คืน บริการตอบคำถาม
           3. การใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และข้อมูล

การใช้คอมพิวเตอร์ตามลักษณะของงานห้องสมุด
         งานเทคนิค
         - งานพัฒนาทรัพยากรห้องสมุด เช่น สามารถตรวจสอบใบสั่งซื้อ ทวงถาม เก็บสถิติ ออกรายชื่อหนังสือใหม่ หนังสือค้างส่ง ฐานข้อมูลร้านค้า สำนักพิมพ์ การควบคุม งบประมาณในการจัดหาทรัพยากร
         - งานวิเคราะห์ทรัพยากรสารนิเทศ การพัฒนาฐานข้อมูลบรรณานุกรมหนังสือ สิ่งพิมพ์ โดยให้สามารถสืบค้นจากผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ สามารถพิมพ์บัตรรายการ ออกรายงานสถิติต่างๆ
         งานวารสาร
         -งานจัดหาวารสาร การทวงวารสาร การควบคุมงบประมาณ งานพัฒนาฐาน ข้อมูลบรรณานุกรมวารสารไทย และ วารสารต่างประเทศ การพัฒนาฐานข้อมูลดรรชนีวารสารไทย และวารสารต่างประเทศ โดยให้สามารถสืบค้นจากผู้เขียนบทความ และชื่อบทความ คำสำคัญ เป็นต้น
         งานบริการ
          -ประกอบด้วย งานบริการยืม-คืน ต่อ จอง โดยระบบบาร์โค้ด การออกรายงานสถิติการยืม การออกใบทวง ค่าปรับ งานบริการสืบสืบค้นสารนิเทศ บริการสืบค้นฐานข้อมูลต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นเอง บริการฐานข้อมูลสำเร็จรูปต่างๆ
         งานบริหาร
         ประวัติบุคลากร
         พัสดุครุภัณฑ์
         งบประมาณประจำปี
         การเงินการคลัง
         รายงานสถิติต่างๆ
         การนำคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้งาน แบ่งได้เป็น การประยุกต์ใช้เฉพาะงานที่สำคัญ และเร่งด่วนก่อน และการประยุกต์ใช้งานระบบบูรณาการ (Integrated System) คือ การใช้ฐานข้อมูลเดียวกันกับทุกระบบงานในห้องสมุด โดยที่แต่ละระบบงานสามารถทำงานไม่ขึ้นแก่กันและกัน หรือจะทำงานร่วมกันเป็นระบบบูรณาการได้ นั่นคือ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเข้าใช้ฐาน ข้อมูลเดียวกันได้ทั้งหมด ข้อดีคือ เมื่อมีการแก้ไขข้อมูล เพิ่มข้อมูล ปรับปรุงข้อมูล จะกระทำได้จากจุดเดียว สำหรับห้องสมุดที่ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ Stand Alone ก็สามารถเริ่มทำงานเฉพาะงานไปก่อนได้ เมื่องห้องสมุดมีงบประมาณในการติดตั้งระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) จึงนำระบบ บูรณาการมาใช้ ในกรณีที่มีงบประมาณเพียงพอ ห้องสมุดอาจใช้ระบบ Turnkey System ซึ่งเป็นระบบที่ผู้ขายจัดเตรียมทุกอย่างในด้าน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการดำเนินงานไว้ให้เรียบร้อย ทุกอย่าง โดยโปรแกรมสำเร็จรูประบบบูรณาการ โดยพื้นฐานจะประกอบด้วยลักษณะงานดังนี้
    1.ระบบ Online Cataloging 1 ระบบ ประกอบด้วย
        -Database maintenance & report writer
        -File Transfer Software
        -Interface for loading Marc Record
        -Authority control
    2 ระบบ Online Public Access 1 ระบบ ประกอบด้วย
        -OPAC
        -Electronic Gateway (OPAC Gateway)
        -Export capability
    3 ระบบ Acquisition 1 ระบบ ประกอบด้วย
        -Acquisitions Control
        -Claimimg
        -Fund accounting/Invoice processing
    4 ระบบ Serial Control 1 ระบบ ประกอบด้วย
        -Serial Control
        -Reference Database
    5 ระบบ Circulation ประกอบด้วย
        -Circulation Control
    6 ระบบจัดการ Management Information 1 ระบบ ประกอบด้วย
        -Users Licence
        -Thai language Support
        -Electronic mail for Library Staff
        -WWW - HTTP Server Software
        -Power Watch Software
         เป็นระบบที่สามารถติดตั้งเป็น Module ได้ และสามารถขยายเพิ่มทีละงานได้ตามความต้องการของห้องสมุด เป็นระบบที่สามารถทำงานได้ตลอด 7 วัน วันละ 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องหยุดพัก ระบบสามารถเริ่มต้นจากผู้ใช้ จำนวน 8 คน และเพิ่มได้จนสามารถบริการ ผู้ใช้ได้พร้อม ๆ กันได้หลาย ๆ คน เป็นระบบที่ออกแแบบให้ทำงานภายในระบบปฏิบัติการยูนิกซ์โดยไม่ต้องใช้ระบบปฏิบัติการอื่นเสริม และเป็นระบบที่มีระบบการจัดการฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับงานห้องสมุดโดยเฉพาะ เป็นระบบที่ Fully integrated system โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกันระหว่าง Module ต่าง ๆ มีการบันทึกข้อมูลเพียงครั้งเดียว สามารถนำไปใช้ในงานอื่นที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องบันทึกข้อมูลซ้ำอีกและสามารถแสดงข้อมูลหรือสืบค้นได้ทันทีที่มีการบันทึกข้อมูลเข้า เป็นระบบที่สามารถใช้งานกับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี โดยสามารถรับและแสดงผลข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามอักขระวิธีไทย และสามารถจัดทำดรรชนีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลภาษาไทยแยกเป็นคำ ๆ ต้องสามารถรับข้อมูลที่ Convert จากฐานข้อมูลเฉพาะเรื่อง (In-house database) และ ข้อมูลจากโปรแกรม CDS/ISIS ได้ โดยมีโปรแกรมช่วย Convert ข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ระบบ ต้องทำงานกับระบบ MARC มาตรฐานสากล ซึ่งได้แก่ USMARC หรือ UNIVMARC ได้ และให้ผู้ใช้สามารถกำหนดเขตข้อมูล ((Tag) ที่ต้องการเพิ่มเติมได้ด้วย ระบบหลักจะต้องเป็นระบบเปิดและสามารถรองรับและสนับสนุนการทำงานของ Module ต่าง ๆ ที่จะพัฒนาเพิ่มเติมในอนาคตและในระบบย่อยจะต้องทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ในระบบย่อยที่ใช้ต้องให้ผู้ใช้สามารถกำหนด parameter ต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ มีการตอบรับ IP Address และทำ log in โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ IP Address นอกเหนือจากการทำงานขั้นพื้นฐาน ตามมาตรฐานของห้องสมุดแล้ว คุณลักษณะพิเศษของ Module ต่าง ๆ ที่ต้องการ จะเป็นดังนี้
 1. Online Cataloging Module
   1.1 ระเบียนบรรณานุกรม 1 ระเบียน (bibliographic record) สามารถบรรจุได้ไม่น้อยกว่า 3,000 รายการ (item record)
   1.2 ข้อมูล 1 item record สามารถเชื่อมโยงไปถึงระเบียนบรรณานุกรมได้ไม่น้อยกว่า 30 ระเบียน (bibliographic records)
    1.3 ระเบียน จุได้ไม่น้อยกว่า 100,000 bytes
    1.4 เขตข้อมูล (field) จุได้ไม่น้อยกว่า 10,000 bytes
    1.5 สามารถเรียกแก้ไขข้อมูลได้แบบ full screen editing ที่ปรากฎทั้งระเบียนบน จอโดยไม่ต้องออกไปเมนูทุกครั้ง
    1.6 สามารถเรียกข้อมูลมาแก้ไขเฉพาะเขตข้อมูลที่ต้องการได้
    1.7 การบันทึกข้อมูลภาษาไทยจะต้องบันทึกตามข้อความที่ปรากฏ หรือต้นฉบับโดยไม่ ต้องใส่สัญญลักษณ์เพิ่มเติม
    1.8 สามารถสืบค้นทรัพยากรสารนิเทศ ให้คำแนะนำ ตลอดจนอ่านประกาศของห้องสมุดได้จากระบบ online
    1.9 สามารถสร้างรายการบรรณานุกรม จากผลการสืบค้นของผู้ใช้
    1.10 สามารถควบคุมการลงรายการ (data entry) ในแต่ละระเบียนให้เป็นรูปแบบเดียวกัน
    1.11 สามารถนำระเบียนจากจัดหามาใช้งานได้
 2. Online Public Access Module
    2.1ระบบ OPAC ต้อง Fully Integrate กับ Module ต่าง ๆ ดังนี้ Serial Control, Circulation
    2.2 ระบบการค้นจะต้องใช้ง่าย ผู้ใช้ที่ไม่มีประสบการณ์ก็สามารถใช้ได้ เมนูใช้ง่าย ชัดเจนเข้าใจและใช้ Keystroke น้อย
    2.3 สามารถกำหนดขอบเขตการค้นได้ตามต้องการ และผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเมนูเป็นภาษ ไทย-อังกฤษได้ โดยใช้ทางเลือกให้เปลี่ยนภาษาในเมนู
    2.4 สามารถสืบค้นได้หลายรูปแบบ รวมทั้งการค้นแบบบูลีน
    2.5 การค้นข้อมูลของ OPAC ต้องใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องกลับไปดูที่รายการหลักในการค้นแต่ละครั้ง ต้องมีผลการค้นให้ผู้ใช้ในกรณีที่ไม่มีจะต้องบอกคำค้นที่ใกล้เคียงหรือควร จะเป็น
    2.6 ระบบสามารถค้น และแสดงผลของการค้นหนังสือภาษาไทยได้
    2.7 มีทางเลือกสำหรับการเปลี่ยนแปลงการแสดงผล หรือเปลี่ยนวิธีการสืบค้น ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นการค้นใหม่ได้จากทุกหน้าจอของ OPAC โดยไม่ต้องออกไปที่เมนูแรก
    2.8 ผู้ใช้สามารถสั่งจอง หรือต่ออายุการยืมบนเทอร์มินัลได้
    2.9 ผู้ใช้สามารถค้นหาทรัพยากรสารนิเทศ และเลือกรายการที่ต้องการได้ เมื่อค้นพบและถ่ายข้อมูลได้ทั้งในรูปของ MARC และ NON-MARC
    2.10ผู้ใช้สามารถจำกัดขอบเขตของการค้นได้โดยใช้ปี ประเภทของวัสดุ ภาษา และอื่น ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
    2.11 ผู้ใช้สามารถดูรายการที่อยู่ในหมวดหมู่ใกล้เคียงกับเล่มที่ต้องการได้
    2.12 เป็นระบบที่เปิดให้ผู้ใช้เข้าไปค้นหาสิ่งพิมพ์จากห้องสมุดอื่นได้โดยการเลือกเมนูจากหน้าจอ
    2.13 สามารถทำงานหรือเชื่อมต่อไปใช้ระบบเครือข่าย internet ได้เป็นอย่างดี
    2.14 สามารถควบคุม หรือยกเลิกการเชื่อมต่อระบบอื่น ๆ ได้
 3. Acquisition Module
    3.1 ระบบจะต้อง Intergrate กับ Module ต่าง ๆ ได้แก Cataloging, Serial Control,          Circulation
    3.2 เป็นระบบที่มีการตรวจสอบและเตือนเมื่อมีการสั่งซื้อซ้ำ ระบบจะต้องเก็บรายการสั่งซื้อของปีที่ผ่านมาและให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใช้ระบบได้
    3.3 ระบบสามารถจัดการกับการสั่งซื้อรายการเดียวกันหลายเล่ม (multiple copies) แต่ใช้แหล่งเงินต่างกัน (multiple funds) และซื้อจากร้านค้าที่ต่างกัน (multiple suppliers) ได้
    3.4 ต้องสามารถจัดการกับการสั่งซื้อที่เป็น multivolume sets ได้
    3.5 ระบบมีความยืดหยุ่นในการลงรับรายการ เมื่อได้รับวัสดุ โดยการบันทึกข้อมูลใน Invoice สามารถเลือกบันทึกลง Invoice ทันที ที่ได้รับวัสดุหรือบันทึกภายหลัง
    3.6 ต้องสามารถตรวจสอบการจ่ายเงินและเครคิดได้ทั้งจาก Invoice no. และจากรายการที่ต้องการ
    3.7 ระบบสามารถวิเคราะห์สถิติของการจัดหาทรัพยากรสารนิเทศในรูปตาราง กราฟ และแสดงรายงานการจัดหาได้หลายรูปแบบ
    3.8 การค้นหารายการก่อนการสั่งซื้อต้องค้นหาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
    3.9 ต้องสามารถเก็บรายการที่ยกเลิก รายการ Out of Print ไว้ในฐานข้อมูลได้โดยไม่ให้ ปรากฏที่ Pulblic terminal แต่ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้งานได้
    3.10 สามารถเปรียบเทียบบริการของร้านค้าได้
    3.11 ต้องสามารถพิมพ์รายการหนังสือใหม่ที่ห้องสมุดสั่งซื้อได้ตามสาขาวิชาและคำนวณ ราคาเฉลี่ยของหนังสือในแต่ละสาขาวิชา ตลอดจนมีระบบเตือน กรณีที่มีการใช้เงินเกินงบประมาณ
    3.12 สามารถประมาณราคาที่จัดหาในอนาคตได้
    3.13 ต้องสามารถกำหนดค่า default ของข้อความซ้ำ ๆ ได้ เช่น ชื่อสำนักพิมพ์ ชื่อชุด สถานที่พิมพ์
    3.14 ต้องสามารถสั่งซื้อและทวงถามทรัพยากรสารนิเทศทางระบบออนไลน์กับสำนักพิมพ์ได้และสามารถ load ข้อมูลของรายการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์ได้
 4. Serial Control
    4.1 ระบบจะต้อง Intergrate กับ Module ต่อไปนี้ Cataloging, Online Public Access,   Aquisition, Circulation
    4.2 สามารถนำระเบียนบรรณานุกรมจาก Aquisition module มาใช้เป็นข้อมูลในการจัดสร้างทะเบียนวารสารใน Serial control module ได้
    4.3 แบบที่บันทึกบนหน้าจอที่ใช้ในการลงทะเบียน หรือลงรับวารสารต้องอยู่ในรูปแบบที่พูดง่าย ใช้ง่าย ชัดเจน และให้ความคุ้นเคยแก่ผู้ปฏิบัติงานในการลงทะเบียน หรือลงรับวารสารไม่แตกต่างไปจากปัจจุบัน
    4.4 สามารถลงรับ หรือลงทะเบียนวารสารฉบับพิเศษ และฉบับที่มีกำหนดการพิมพ์ไม่สม่ำเสมอ
    4.5 สามารถจัดทำและปรับเปลี่ยน summarize holding ได้โดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ
    4.6 มีระบบการตรวจรับ ทวงถาม การแจ้งเกี่ยวกับการส่งสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องไปเย็บเล่ม และ แจ้งสถานภาพของวารสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ OPAC ให้ผู้ใช้ทราบ
    4.7 สามารถตรวจสอบ และเตือนเมื่อมีการสั่งซื้อซ้ำ สามารถจัดทำรายการและสถิติสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องที่มีมากกว่า 1 ฉบับ
    4.8 สามารถจัดการกับสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องหลายรูปแบบทั้งวัสดุตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์
    4.9 สามารถทำรายงานสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องแยกตามสาขาวิชา เช่น ราคาเฉลี่ยของสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องในแต่ละสาขาวิชา รวมถึงการแยกประเภทของสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง
    4.10 สามารถเก็บข้อมูลการจ่ายเงินสำหรับสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องแต่ละรายการได้ 2-3 ปี
    4.11 สามารถตรวจสอบการจ่ายเงินของสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องแต่ละรายการโดยไม่ต้องออกไปที่ Aquisition Module
    4.12 สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของชื่อเรื่องได้จากทั้ง check-in screen และ bibliographic screen
    4.13สามารถทำ label สำหรับสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องได้
    4.14 สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขชื่อสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง และระยะเวลาการออกแบบสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องได้ง่าย กรณีที่มีการปรับเปลี่ยน
    4.15 มีระบบที่ผู้ใช้ใช้ง่ายโดยมี help command แสดงทุกหน้าจอ
    4.16 สามารถเข้าถึงแหล่งสารนิเทศได้อย่างสะดวก ทั้งการสืบค้นโดยตรงหรือผ่านระบบ เครือข่าย
    4.17 สามารถทำการสืบค้นง่ายโดยใช้ keyword, subject heading, boolean และ index
    4.18 สามารถ export ข้อมูล เพื่อสร้างแหล่งข้อมูลบรรณานุกรมใหม่ได้
    4.19 สามารถรายงานการสืบค้นของผู้ใช้ได้จากแหล่งต่าง ๆ
    4.20 สามารถจัดทำฐานข้อมูลรวบรวมรายชื่อวารสารในประเทศไทย
 5. Circulation Module
    5.1 ระบบจะต้อง Integrate กับ Module ต่อไปนี้ Cataloging, Online Public Access, Aquisition และ Serial Control
    5.2 การแสดงข้อมูลบนหน้าจอต้องชัดเจนและอ่านง่าย
    5.3 สามารถคำนวณค่าปรับของหนังสือได้แม้ว่าหนังสือจะยังไม่ส่งคืน
    5.4 สามารถแยกประเภทของหนังสือสำหรับการยืมได้ไม่น้อยกว่า 255 ประเภท ประเภท ของผู้ยืมไม่น้อยกว่า 255 ประเภท
    5.5 สามารถจัดการการยืมเอกสารที่รวมหลายรายการไว้ในเล่มเดียวกันเมื่อมีการยืม 1 ราย การ ระบบต้องเปลี่ยนสถานภาพของทุกรายการในเล่มให้เป็นสถานภาพ "ถูกยืม" เพื่อ ให้ผู้ใช้ทราบว่า มีผู้ยืมไป และเมื่อได้รับเอกสารนั้นกลับคืนระบบต้องเปลี่ยนรายการ ของแต่ละรายการให้เป็นสถานภาพที่พร้อมให้ยืมได้
 6. Management Information module
    6.1 เป็นระบบจัดการและใช้งานร่วมกับ module ต่าง ๆ ดังน Online Cataloging, Online       Public Access, Aquisition, Serial Control áÅÐ Circulation
    6.2 เป็นระบบควบคุมการทำงานของระบบโปรแกรมห้องสมุดสำเร็จรูป
    6.3 เป็นระบบที่สามารถเรียกใช้งานได้พร้อมกัน
    6.4 เป็นทางติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานในห้องสมุด
    6.5 สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้บริการเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มบุคคล
    6.6 สามารถควบคุมหรือจัดการระบบปฏิบัติการให้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าระบบไฟฟ้าจะขัดข้อง
ท่านจะเลือกใช้โปรแกรมอะไรในการพัฒนาฐานข้อมูล
หลักในการเลือกใช้โปรแกรมในการพัฒนาฐานข้อมูล
       1. ค่าใช้จ่ายน้อย หรือได้โปรแกรมฟรี
       2. เหมาะกับข้อมูลที่จะจัดเก็บ (ต้องมีการวิเคราะห์ มาเรียบร้อยแล้วว่าจะเก็บข้อมูลอะไร และจะค้นคืนอะไรบ้าง)
       3. สามารถพัฒนาไปสู่ระบบปฏิบัติการที่เป็นระบบเปิด (Open System) เช่น ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เพื่อให้บริการบน เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
       4. สามารถถ่ายโอนข้อมูลไปใช้กับระบบอื่นได้โดยง่าย
CDS/ISIS คืออีกทางเลือกหนึ่ง
       CDS/ISISย่อมาจาก Computerized Documentation System / Integrated Set of Information System เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่พัฒนาบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ โดยองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1975 สำหรับประมวลผลและจัดการระบบฐานข้อมูลตัวอักษรที่ไม่จำกัดขนาด ( Unlimited textual/non-numeric database ) และเผยแพร่ให้ประเทศต่างๆ นำไปใช้ได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเฉพาะกับหน่วยงาน องค์กร สถาบันที่ประกอบกิจการโดยไม่หวังผลกำไร ( Non -Profit Institution) ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1985 องค์การยูเนสโกได้พัฒนาโปรแกรมดังกล่าวบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นครั้งแรกเรียกว่า MICRO CDS/ISIS พัฒนาด้วยภาษาปาสคาล ให้ใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาด 16 บิต ขึ้นไปที่ใช้ระบบปฎิบัติการ MS-DOS ที่มีหน่วยความจำไม่น้อยกว่า 256 กิโลไบต์ และมีจานแม่เหล็กที่สามารถจุข้อมูลได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตัวอักษร (10 Mb) และต่อมาได้พัฒนาเป็น Version 3.08 CDS/ISIS สามารถใช้ได้บนระบบปฏิบัติการอื่นๆ ปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรม CDS/ISIS บนหลายระบบปฏิบัติการ เช่น บน UNIX บน WINDOWS 3.11 WINDOWS 95 WINDOW NT และที่สนองตอบความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุดขณะนี้คือการพัฒนา CDS/ISIS บน World Wide Web ชื่อ WEBSIS version 3.00 ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีในขณะนี้ โดยเป็น version ที่ใช้ได้กับโปรแกรม LINUX และ free BSD รวมทั้ง VMS บน VAX แต่ Version บน WINDOWS ยังมีปัญหาเรื่องภาษาไทย และอยู่ในระหว่างการทดสอบ
ข้อดีข้อด้อยของโปรแกรม CDS/ISIS
ข้อดี
1. เป็นโปรแกรมสำหรับการสร้างฐานข้อ มูล ที่สร้างและจัดการได้ง่าย โดยผู้ ใช้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทาง ด้านคอมพิวเตอร์มากนัก หรือถ้าผู้ใช้สามารถเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ภาษาปาสคาลได้ ก็จะสามารถเขียนโปรแกรมเสริมเพื่อช่วยการทำงานให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
2. เก็บข้อมูลในรูปแบบ variable field คือ เก็บข้อมูลโดยใช้เนื้อที่ในแผ่นเฉพาะ เท่าที่พิมพ์ข้อมูลเข้า
3. มีไฟล์ดรรชนีทำให้สามารถค้นข้อมูลได้ รวดเร็วและสามารถกำหนดส่วน ของฐานข้อมูลที่จะนำมาทำดรรชนี ได้เองตามความต้องการ
4.สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับฐานข้อมูล อื่นๆ ได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะฐานข้อมูลที่ยึดรูปแบบตาม ระบบมาตรฐาน ISO 2709
5. เมื่อสร้างฐานข้อมูลไว้แล้วผู้ใช้สามารถใช้ฐานข้อมูลนั้นโดยง่าย และสามารถแก้ไขโครงสร้างของฐานข้อมูลได้ตามความจำเป็น
6.สามารถสร้างไฟล์สำหรับเป็นรูปแบบการแสดงผลได้เอง
7. ในการเปลี่ยน Version ไปใช้บน Unix หรือบน Windows จะสามารถนำข้อมูลเดิมบน Micro CDS/ISIS ไปใช้ได้โดยไม่ต้องสร้างฐานข้อมูลใหม่
ข้อด้อย
1. ตัวฐานข้อมูลที่สร้างโดยโปรแกรมนี้ จะประกอบด้วยไฟล์ต่างๆ หลายไฟล์รวมกันเป็นฐานข้อมูลหนึ่งไฟล์ บางไฟล์อาจเสียหายได้ง่ายขณะปฏิบัติงาน ถ้าไฟล์บางไฟล์เสียหายหรือเกิดสูญหายไปไม่ว่าโดยประการใด การใช้ฐานนั้นจะเกิดปัญหาจนอาจ ถึงขั้นใช้ไม่ได้ การกู้ไฟล์หรือฐาน ข้อมูลนั้น บางกรณีก็ทำได้บางกรณีก็ทำไม่ได้ ดังนั้นการสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้งานจริง จึงควรทำสำเนาโครงสร้างของฐานข้อมูลนั้นเก็บไว้ด้วย พร้อมกับทำสำเนาข้อมูลให้ทันสมัยเสมอ
2. การทำดรรชนีของฐานข้อมูล อาจทำได้ ละเอียดถึงขั้นสามารถค้นได้ทุกคำใน ฐานข้อมูล แต่จะทำให้ไฟล์ดรรชนีมี ขนาดใหญ่เกินไป กินที่เก็บและเสีย เวลาในการทำมาก
3. การสืบค้นข้อมูลจะทำได้เฉพาะส่วนที่ปรากฎอยู่ในไฟล์ดรรชนีเท่านั้น ถ้าไม่ได้กำหนดไว้ก่อนในโครงสร้างของไฟล์ดรรชนี แม้จะสามารถค้นได้แต่จะช้าและค่อนข้างยุ่งยาก ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป
4. ไม่เหมาะสมกับข้อมูลที่ต้องมีการคำนวณ เพราะข้อมูลทั้งหมด จะเก็บอยู่ในรูปแบบตัวอักษร และไม่มีคำสั่งช่วยคำนวณที่เหมาะสมให้
5. รูปแบบของรายงานถ้าจะให้อยู่ในรูปแบบที่สวยงาม ทำได้ค่อนข้างยาก ถึงแม้จะมีคำสั่ง (Formalting Language)
ลักษณะทั่วไปของโปรแกรม MINI-MICRO CDS/ISIS
 Mini-Micro CDS/ISIS เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ดูแลและจัดการฐานข้อมูล โดยทำหน้าที่หลักต่างๆ ดังนี้
  - กำหนดและปรับปรุงโครงสร้างฐานข้อมูล
  - ป้อนข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลที่กำหนดไว้เแล้ว
  - ปรับปรุงแก้ไขและลบข้อมูลจากฐานข้อมูล
  - สืบค้นข้อมูลที่ต้องการจากฐานข้อมูล
  - แสดงผลข้อมูลบนจอภาพในรูปแบบที่ต้องการ
  - แสดงผลข้อมูลทางเครื่องพิมพ์ในรูปแบบที่ต้องการ
  - ดูแลระบบการสืบค้นข้อมูล
  - ดูแลการรับและส่งข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ
  - พัฒนาการทำงานตามความต้องการเฉพาะของผู้ใช้
ซึ่งหน้าที่หลักหรือที่เรียกว่าระบบปฎิบัติงานที่สำคัญ ( Major Service ) ของโปรแกรมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
  1. USER SERVICES  ประกอบด้วย
   E - ISISENT  สำหรับป้อนข้อมูลและปรับปรุงแก้ไขข้อมูล
   S - ISISRET  สำหรับสืบค้นข้อมูล
   P - ISISPRT  สำหรับจัดพิมพ์ข้อมูล
   I - ISISINV  สำหรับบำรุงรักษาระบบการค้นข้อมูล
  2. SYSTEM SERVICES ประกอบด้วย
   D - ISISDEF   สำหรับกำหนดและปรับปรุงโครงสร้างของฐานข้อมูล
   U - ISISUTL   สำหรับทำหน้าที่อรรถประโยชน์ต่างๆ ของระบบ
   M - ISISXCH สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอื่น และบำรุงรักษา แฟ้มข้อมูลหลัก (Master File )
   A - ISISPAS   สำหรับการพัฒนา Application Program ซึ่งใช้ภาษา ปาสคาลในการพัฒนา
    โปรแกรม Micro CDS/ISIS มีลักษณะเด่นประการหนึ่งคือ menu-driven กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถเลือกประมวลผลข้อมูลได้อย่างสะดวกผ่านรายการระบบ (Menu) ของโปรแกรมต่างๆ ซึ่งใน Version 2.3 ได้รวมกลุ่มโปรแกรมทั้งหมดได้แก่ ISIS, ISISINV ,ISISPRT ,ISISDEF ,ISISXCH และ ISISUTL รวมเป็นโปรแกรมเดียว (ISIS.EXE)
     ดังนั้น การประมวลผลของโปรแกรมเหล่านี้ ผู้ใช้เพียงเลื่อกผ่านรายการระบบหลัก (Main Menu) ที่ชื่อว่า xXISI ดังนี้

รูปที่ 1.1

    นอกจากนี้ ยังมีการกำหนด Function Key เพื่อใช้กระโดดไปยังรายการระบบที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว คือ
 F2 -เลือกรายการระบบหลัก (xXIS)
 F3 - เลือกรายการระบบเรียกแสดงผลข้อมูล (xxGEN)
 F4 - เลือกรายการระบบของการบันทึกข้อมูล (xXE1)
 F5 - เลือกรายการระบบของการเรียงลำดับและการจัดพิมพ์ (xXPRT)
ฐานข้อมูล CDS/ISIS (CDS/ISIS Data Base)
     ฐานข้อมูล CDS/ISIS หมายถึงแฟ้มข้อมูลที่ประกอบด้วยหน่วยของสารนิเทศ ( Unit of Information ) ที่ได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่รวมกันตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย สารนิเทศแต่ละหน่วยในฐานข้อมูล จะประกอบด้วยหน่วยข้อมูล (Data elements) ต่างๆ โดยแต่ละหน่วยข้อมูลแสดงถึงคุณสมบัติเฉพาะของข้อมูล และจัดเก็บในเขตข้อมูล (Field) โดยเขตข้อมูลทุกค่าจะมีหมายเลขประจำเขตข้อมูล (Field Tag ) เพื่อใช้ในการอ้างอิง กลุ่มของเขตข้อมูลประกอบกันเป็นระเบียน (Record) โปรแกรม CDS/ISIS มีลักษณะพิเศษเฉพาะที่ต่างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วไปอื่นๆ กล่าวคือได้รับการออกแบบให้สามารถจัดเก็บค่าข้อมูลและระเบียนข้อมูลที่สามารถเปลี่ยนแปลงความยาวได้ (Variable Lenght) บางเขตข้อมูลอาจมีหรือไม่มีข้อมูลก็ได้ หรือบางเขตข้อมูลอาจมีข้อมูลมากกว่า 1 หน่วยก็ได้ เรียกกว่ามีเขตข้อมูลย่อย (Sub-Field) นอกจากนั้นในบางระเบียนอาจเกิดเขตข้อมูลเดียวกันหลายครั้งก็ได้ เรียกว่ามีเขตข้อมูลซ้ำ ( Repeatable Field)
โครงสร้างฐานข้อมูล
     ฐานข้อมูลที่พัฒนาด้วยโปรแกรม Micro CDS/ISIS จะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ทางตรรก ( Logical Relationship) ซึ่งโปรแกรมจะเป็นผู้จัดการแฟ้มข้อมูลเหล่านี้ทางกายภาพเอง โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบถึงรายละเอียด ของโครงสร้างอย่างละเอียด แต่อย่างไรก็ดี การเรียนรู้วัตถุประสงค์หลักของแฟ้มข้อมูลที่สำคัญๆของฐานข้อมูลจะทำให้เข้าใจการทำงานของระบบดีมากขึ้น
 ฐานข้อมูลประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลต่างๆ คือ
 1. แฟ้มข้อมูลนิยามฐานข้อมูล (Data base Definition Files) คือชุดของแฟ้มข้อมูลที่เก็บ
  คือชุดของแฟ้มข้อมูลที่เก็บ
  1.1 ตารางนิยามเขตข้อมูล (Field Definition Table - FDT)
  1.2 แผ่นงานป้อนข้อมูล (Data Entry Worksheet(s) - WS)
   1.3 ตารางเลือกเขตข้อมูล (Field Select Table - FST)
  1.4 รูปแบบการแสดงผล ( Display format(s) F)
 2.แฟ้มข้อมูลหลัก
      คือ แฟ้มข้อมูลที่เก็บระเบียนของข้อมูลทั้งหมด ซึ่งแต่ละระเบียนจะประกอบด้วยหน่วยของเขตข้อมูลที่มีความยาวไม่คงที่ และแต่ละระเบียนจะแยกกันด้วย Master File Number หรือ MFN ซึ่งระบบจะเป็นผู้กำหนดให้เอง และเพื่อให้การเข้าถึงระเบียนในแฟ้มข้อมูลหลักเป็นไปอย่างรวดเร็วระบบจึงมีแฟ้มข้อมูลพิเศษที่เรียกว่า Crossreference File ทำหน้าที่เป็นดัชนีระบุตำแหน่งของแต่ละระเบียนในแฟ้มข้อมูลหลัก
 3. แฟ้มข้อมูลผกผัน(Inverted Files)
      คือ ชุดของแฟ้มข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นดัชนี ระบุตำแหน่งของค่าข้อมูลในแฟ้มข้อมูลหลัก ซึ่งค่าของข้อมูลดังกล่าวเกิดการกำหนดโดยความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งกำหนดขึ้นเองในตารางเลือกเขตข้อมูล ( Field Select Table - FST) ที่มีชื่อเดียวกับฐานข้อมูลนั้นๆ เพื่อจัดเก็บค่าของข้อมูลสำหรับการสืบค้น และในฐานข้อมูลหนึ่งๆ จะมี Inverted File เพียงชุดเดียวเท่านั้น โดยคำค้นจะมีความยาวได้ไม่เกิน 30 ตัวอักษร หากค่าข้อมูลใดมีความยาวมากกว่า 30 ตัวอักษรก็จะถูกตัดเหลือเพียง 30 ตัวอักษร ก่อนนำไปสร้างคำค้นใน Inverted File แฟ้มข้อมูลผกผันประกอบด้วยค่าของข้อมูลที่กำหนดให้สืบค้นได้ และค่า MFN ของระเบียนข้อมูลที่มีค่าข้อมูลนั้นๆ โดยที่ค่าของข้อมูลค่าหนึ่งอาจมีค่า MFN ได้มากกว่าหนึ่งค่า ตัวอย่างเช่น ระเบียนข้อมูลที่มีค่า MFN เท่ากับ 18 204 766 และ 1039 ต่างมีข้อมูล" ADULT EDUCATION" ระเบียนของค่าข้อมูลในแฟ้มข้อมูลผกผันจะเป็นดังนี้ ADULT EDUCATION 18 204 766 1039
 4. ANY FILE
      คือ แฟ้มข้อมูลประเภทหนึ่งที่ทำงานร่วมกับ Inverted File ใช้สำหรับค้นหาคำหรือวลีที่มีความสัมพันธ์กัน คำว่า ANY นำหน้าคำหรือวลีใดๆ หมายถึงชื่อเรียกรวม (Collective term) ที่ถูกกำหนดไว้ในตารางคำค้น ตัวอย่างเช่น คำว่า ANY ASEAN หมายถึงชื่อเรียกรวมของประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศที่ร่วมภาคีได้แก่
 ASEAN, BRUNEI DARUSSALAM, INDONESIA,
            MALAYSIA, PHILIPPINES, SINGAPORE, THAILAND
 5. ความสัมพันธ์ระหว่างแฟ้มข้อมูลต่างๆ (Relationships between the files)
      การศึกษาวิธีการค้นคืนข้อมูล (Information retrieval) จะสามารถแสดงถึงความสัมพันธ์ทางตรรก ระหว่างแฟ้มข้อมูลต่างๆ ของฐานข้อมูลที่พัฒนาด้วยโปรแกรม Micro CDS/ISIS ได้อย่างดีที่สุด โดยเริ่มที่ตัวผู้ใช้กำหนดชุดของคำค้น (Set of search terms) ระบบจะนำคำค้นเหล่านั้นไปหาค่าในแฟ้มข้อมูลผกผัน ให้ได้รายการค่า MFN สำหรับแต่คำละคำค้น แล้วนำไปประมวลผลตามลำดับ Search Operators ที่ระบุไว้ในสูตรการสืบค้นนั้นๆ จนได้รายการเพียงชุดเดียว เรียกว่า Hit list ซึ่งประกอบด้วยค่า MFN ของระเบียนที่ต้องการ ถ้าผู้ใช้ต้องการได้ผลลัพธ์ในรูปแบบที่กำหนดหรือเลือก Mirco CDS/ISIS จะไปนำระเบียนข้อมูลที่ต้องการจากแฟ้มข้อมูลหลัก มาแสดงบนจอภาพ นอกจากนั้น ผู้ใช้ยังสามารถเก็บ Hit list(s) เอาไว้เพื่อใช้สำหรับการพิมพ์ผลลัพธ์ทางเครื่องพิมพ์ แฟ้มข้อมูลที่เก็บ Hit list(s) แต่ละรายการเรียกว่า Save file(s)
สถาปัตยกรรมระบบ (System Architecture)
     โปรแกรม Micro CDS/ISIS ได้รับการพัฒนาภายใต้ระบบปฎิบัติการ MSDOS องค์ประกอบที่สำคัญเบื้องต้นไดแก่ ระบบเมนู( Menu system) ซึ่งผู้ใช้สามารถสั่งประมวลผลผ่านทางเลือกต่างๆ ได้ตามต้องการ จากเมนูที่ปรากฏบนจอภาพทุกเมนู ขอยกตัวอย่างเมนูของทางเลือก P - ISISPRT ดังรูปที่ 1.2

รูปที่ 1.2

      จากตัวอย่างจะพบว่ามุมซ้ายบนสุด (1) จะบอกให้ผู้ใช้ทราบว่าขณะ ที่กำลังเรียกโปรแกรมใดใช้ปฎิบัติงานอยู่ ส่วนข้อมความตรงกลางถัดมา (2) เป็นคำอธิบายโดยย่อว่า โปรแกรมที่เรียกใช้ทำหน้าที่อะไร ส่วนมุมขวาสุด (3) จะบอกชื่อเมนู ถัดมาเป็นรายการของทางเลือกต่างๆ จะมีตัวเลือก 1 ตัวอักษร (4) นำหน้าทางเลือกนั้นๆ เรียกว่า Option Identifier และมีคำอธิบายสั้นๆ ของการประมวลผลของทางเลือกนั้น (5) เรียกว่า Option Description ส่วนในตำแหน่งที่ Cursor กระพริบ (6) เป็นตำแหน่งที่รับคำสั่งนั้นๆ ทันที จะป้อนด้วยตัวอักษรตัวเล็กหรือใหญ่ก็ได้ ในส่วนต่อมา (7) ทางมุมซ้ายจะบออกให้ทราบว่า ขณะนี้กำลังปฎิบัติงานในฐานข้อมูลชื่อใด มีจำนวนข้อมูลกี่ระเบียน ทางมุมขวาถัดมาจะบอกชื่อแผ่นงานและรูปแบการแสดงผลข้อมูล ส่วนบรรทัดล่างสุด (8) จะบอกลิขสิทธิ์โปรแกรมเป็นของยูเนสโก นอกจากการใช้รายการประมวลผลผ่านรายการระบบแล้ว Micro CDS/ISIS ยังมีการประมวลผลแผ่นงาน (Worksheet) หมายถึงผังบนจอภาพ (Screen layout) ประกอบด้วยชื่อ(หรือป้าย) ของเขตข้อมูลและที่ว่างสำหรับเติมคำหรือข้อความต่างๆ บางครั้งค่าของบางเขตข้อมูลได้มีการกำหนดไว้แล้ว ผู้ใช้ไม่ต้องป้อนเข้าไปอีก ค่าดังกล่าวเรียกว่า ค่ากำหนดล่วงหน้า (Default value) แผ่นงานในโปรแกรม Micro CDS/ISIS แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. แผ่นงานระบบ (System worksheet) คือแผ่นงานที่มากับโปรแกรม ผู้ใช้สามารถป้อนข้อความต่างๆ ตามความต้องการได้ เพื่อให้โปรแกรมประมวลผลบางอย่าง เช่นแผ่นงานระบบของทางเลือก P ดังรูปที่ 1.3

รูปที่ 1.3

2. แผ่นงานสำหรับป้อนข้อมูล ( Data Entry Worksheet) คือ แผ่นงานที่ผู้ใช้ต้องสร้างหรือกำหนดขึ้นเองตามความต้องการ จะมีมากกว่า 1 หน้าก็ได้ เพื่อใช้สำหรับป้อนค่าข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลเช่นแผ่นงานของฐานข้อมูล CDS ดังรูปที่ 1.4

รูปที่ 1.4

ข้อจำกัดของโปรแกรม (System Restrictions)
Maximum number of data bases    Unlimited
Maximum number of records in a data base  16,000,000 ( Within the limit of 500 Mb)
Maximum record size     8,000 charactors
Maximum number of field(defined in FDT)  200 (exclding repititions)
Maximum number of FST lines    299
Maximum field size     8,000  charactors
Maximum number of fields in a worksheet page  19
Maximun number of pages in a worksheet   20
Maxinum size of a display format   4,000 charactors
Maxinum number of stopwords    799